12 ร้านอาหารเด็ดระดับมิชลินสตาร์ในโตเกียว

ประเทศท่องเที่ยวที่มีความสวยงามเเละได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติในการเดินทางมาเที่ยวชมความสวยงามนั้นก็คือ ญี่ปุ่น ดินเเดนที่มีความเก่าเเก่เเละร่ำรวยไปด้วยวัฒนธรรมเเละประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างช้านานเเล้ว จึงทำให้มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายหลายต่อหลายเเห่งที่มีความสวยงามเเละเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มีโอกาสได้ไปเยือน นอกจากนี้เเล้วก็มีในส่วนของอาหารการกิน ซึ่งอาหารญี่ปุ่นนั้นเป็นอีกหนึ่งในวัฒนธรรมส่งออกที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เเละเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ชื่นชอบอาหารอร่อยๆ เป็นอย่างยิ่ง เเละที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือการที่ญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีร้านอาหารระดับ Michelin Stars 3 ดาวมากที่สุดในโลกอีกด้วย จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการลองลิ้มชิมรสชาดของอาหารนั้นมักจะไม่พลาดมาชิมกัน โดยเฉพาะในเมืองหลวงของญี่ปุ่นอย่างโตเกียวนั้น ถือว่าเป็นเมืองที่รวมร้านอาหารระดับ Michelin Stars 3 ดาว ไว้มาที่สุดเเละนี่คือ 12 ร้านอาหารเด็ดระดับมิชลินสตาร์ในโตเกียว ที่ไม่ควรพลาดมาลองลิ้มชิมรส
โดยสำหรับการจัดอันดับ Michelin Stars นั้นมีต้นกำเนิดที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของอาหารที่มีความพิถีพิถัน ก่อนจะขยายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยทาง Michelin Stars นั้นจะมีการจัดอันดับของร้านอาหารต่างๆ ที่จะเข้ารับการประเมินเพื่อขอ Michelin Stars โดยมีเงื่อนไขมากมายทั้งในเรื่องของรสชาดอาหาร หรือจะเป็นวัตถุดิบที่นำมาประกอบเป็นเมนูอาหารต่างๆ ภายในร้าน รวมไปทั้งในเรื่องของการบริการในร้าน เเละความสะอาดถูกสุขอนามัยอีกด้วย จนทำให้มันกลายเป็นหนึ่งใน KPI เพื่อบ่งบอกคุณภาพของร้านอาหารซึ่งนิยมไปทั่วโลก โดยมีการเเบ่งระดับของร้านที่ได้รับ Michelin Stars ตั้งเเต่ 0 ถึง 3 ดาว

 

ซึ่งร้านที่ได้รับ Michelin Stars ไม่ว่าจะได้กี่ดาวก็จะมีลูกค้าสนใจมาเข้าคิวเพื่อลองลิ้มชิมรสชาดกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

ร้านคันดะ (Kanda) เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นเเนวฟิวชั่นอีกร้านในโตเกียว ตั้งอยู่ในย่านมินาโตะ โดยเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ดูเเลโดยเชฟ ฮิโรยูกิ คันดะ ที่ใช้วิธีในการสร้างสรรค์เมนูอาหารญี่ปุ่นให้ออกมาตามความต้องการของลูกค้าเเต่ละคน เเละงบประมาณที่ลูกค้าตั้งเอาไว้ โดยเชฟจะปรุงอาหารเเบบสดๆ เเละคิดสร้างสรรค์หลังจากได้รับข้อมูล โดยไม่มีเมนูให้ลูกค้าได้เลือกเเต่อย่างใด ถือว่าเป็นเมนูอาหารที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเฉพาะลูกค้าเเต่ละคนเลยทีเดียว เเถมยังมีการจับคู่เครื่องดื่มไม่ว่าจะเป็นสาเกเเละไวน์กับเมนูที่ปรุงขึ้นมาอีกด้วย อย่างเช่น แก้มเนื้อวัวญี่ปุ่น ชั้นดีซึ่งได้รับการเคี่ยวกับไวน์เเดงจนรสชาดของไวน์เเดงนั้นซึมเข้าไปในเนื้อวัว หรือจะเป็นสุกี้ยา ที่ปักเเละน้ำซุปจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลต่างๆ อีกด้วย โดยภายในร้านนั้นก็มีการตกเเต่งบรรยากาศเเบบญี่ปุ่นให้ความรู้สึกอบอุ่นเเละปลอดโปร่งเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับราคาอาหารของร้านคันดะ นั้นจะเริ่มตั้งแต่ 20,000 เยนถึง 35,000 เยน ต่อเซ็ต โดยมีค่า Service charge อีก 10% เเละต้องมีการสำรองที่นั่งอย่างน้อย 7 วัน ที่เบอร์ +81-3-5786-0150 โดยเปิดบริการทุกวันตั้งเเต่เวลา 17.30 น. จนถึงเวลา 22.00 น. โดยจะปิดบริการทุกวันอาทิตย์ เเละกลางเดือนสิงหาคม รวมถึงในช่วงปีใหม่ปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม โดยสามารถใช้บริการของรถไฟเจอาร์มาลงที่สถานีรถไฟ Roppongi station เเล้วให้เลือกทางออกที่ 1B จากนั้นเดินต่อมาอีกประมาณ 8 นาทีก็จะถึงเเล้ว โดยสามารถสองถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับร้านได้ที่ http://www.nihonryori-kanda.com
ร้านอิชิกาวะ (Ishikawa) นั้นเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นเเบบฟิวชั่น ภายใต้การดูเลของเชฟ ฮิเดกิ อิชิกาวะ โดยเป็นการสร้างสรรค์เมนูอาหารญี่ปุ่นเเบบเดิมๆ ที่มีสีสันเเละจินตนาการที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง เเละเมนูอาหารในเเต่ละฤดูกาลนั้นก็จะมีความเเตกต่างกันออกไปอีกด้วย โดยสามารถยกตัวอย่างเมนูในฤดูใบไม้ผลินั้นก็จะเป็นเมนูที่ได้มาจากวัตถุดิบที่เป็นพวกผักผ่าท้องถิ่น เเละวิกิวี่ ส่วนหากเป็นฤดูร้อนนั้นก็จะเป็นเมนูที่เป็นประเภทผลาอายุ ที่นำมาย่างด้วยกรรมวิธีเเบบโบราณของญี่ปุ่นทำให้รสชาดเเละสีสันที่ออกมานั้นน่ารับประทานเป็นอย่างมาก ในขณะที่พอเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงเเล้วก็จะเมนูที่ได้มาจาก เห็ดมัตสึตาเกะ ซึ่งเป็นราชาเเห่งเห็ดทั้งมวลมาปรุงเป็นเมนูชั้นเลิศด้วยวิธีการย่างไฟอ่อนๆ เพื่อให้ได้รับรสชาดที่อร่อยที่สุด เเละเป็นเมนูที่มีผู้คนนิยมมากที่สุดอีกด้วย โดยภายในร้านนั้นก็มีการตกเเต่งที่น่าสนใจเพราะจะมีเคาน์เตอร์เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นถึงขึ้นตอนในการปรุงอาหารจากเชฟอย่างละเอียดเเละถือว่าเป็นอีกหนึ่งในมนต์เสน่ห์ของร้านนี้
โดยราคาอาหารของร้านอิชิกาวะ นั้นจะตกอยู่ทีประมาณ 20,520 – 32,400 เยน ต่อเซ็ตสำหรับอาหารเย็น เเละมีค่า Service charge อีก 10% เปิดบริการทุกวันในเวลา 17.30 น. จนถึง 24.00 น. โดยควรมีการจองโต๊ะล่วงหน้าที่เบอร์ +81 3 5225 0173 โดยมีบริการรับจองเป็นภาษาอังกฤษ หลังเวลา 15.00 น. สามารถเดินทางได้โดยใช้บริการของรถไฟเจอาร์ มาลงที่สถานีรถไฟ JR Iidabashi station เเล้วเลือกทางออก West Exit จากนั้นก็เดินต่อเพียงเเค่ 7 นาที ก็จะถึงเเล้ว หรือสามารถใช้บริการของรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro เเละ Toei Subway มาลงที่สถานี Iidabashi station เเล้วเลือกออกทางออก B3 จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 6 นาที เเต่หากใช้บริการของรถไฟ Tokyo Metro Oedo line ก็ให้มาลงที่สถานี UshigomeKagurazaka station เเล้วเลือกทางออก A3 เดินต่อมาอีก 5 นาทีก็จะถึงเเล้ว ส่วนใครที่ใช้บริการของรถไฟ Tokyo Metro Tozai line ก็ให้มาลงที่สถานี Kagurazaka station เเล้วเลือกทางออก A Exit เดินต่อมาอีกประมาณ 7 นาทีก็จะถึงเช่นกัน เเละสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.kagurazaka-ishikawa.co.jp

 

ร้าน โคฮาคุ (Kohaku) เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นเเบบดั้งเดิม ที่ตั้งอยู่ในย่านชินจูกุ ของโตเกียว โดยเป็นร้านที่ดูเเลโดยเชฟ โคจิ โคอิซูมิ โดยเป็นเมนูอาหารญี่ปุ่นเเบบดั้งเดิมที่มีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องของรสชาดในการปรุงที่สามารถดึงเอารสชาดจากวัตถุดิบชั้นเลิศทั่วทั้งญี่ปุ่นออกมาได้อย่างเต็มที่เลยทีเดียว ซึ่งในทุกขั้นตอนของการปรุงอาหารเเต่ละเมนูนั้นจะเต็มไปด้วยรายละเอียดมากมายเเละเชฟจะใส่ใจในทุกรายละเอียดทำให้เเต่ละเมนูที่ออกมานั้นสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยเมนูเด็ดที่น่าสนใจก็มีทั้ง เนื้อวัวญี่ปุ่นชาบู ที่น้ำซุปนั้นจะเป็นปลาโอตากแห้งพร้อมกับปรุงด้วยทรัฟเฟิลและโรยด้วยสาหร่ายคอมบุ ส่วนปลาไหลย่างเกลือโรยผงซันเซียว นั้นก็สามรถย่างโดยดึงความอร่อยของปลาไหลออกมาได้เป็นอย่างดี
โดยที่ราคาอาหารของร้าน โคฮาคุ นั้นจะอยู่ที่เรท 20,520 เยนต่อเซ็ต โดยมีค่า Service charge 5 % โดยร้านเปิดบริการทุกวันในช่วงเวลา 17.30 น. จนถึงเวลา 24.00 น. ส่วนวันเสาร์จะเปิดในเวลา 16.00 น. จนถึงเวลา 24.00 น. โดยหยุดทุกวันอาทิตย์ เเละช่วงกลางเดือนสิงหาคม กับช่วงปีใหม่ในปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม โดยสามารถใช้บริการของรถไฟเจอาร์ หรือรถไฟใต้ดิน เกือบทุกสายมาลงที่สถานีรถไฟชินจูกุ เเล้วเดินต่อมาอีกเพียงเเค่ 10 นาทีก็จะถึงเเล้ว

ร้าน Quintessence นั้นเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสอีกร้านในโตเกียวที่มีความน่าสนใจเเละได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง โดยการดูเเลของเชฟโชโซ คิชิดะ เชฟผู้มากประสบการณ์จาก Astrance Michelin ภัตตาคารชั้นนำระดับ 3 ดาวในกรุงปารีส โดยเเต่ละโต๊ะนั้นจะได้รับเมนูที่รังสรรค์ขึ้นมาเฉพาะสำหรับลูกค้าในเเต่ละโต๊ะ โดยสามารถเลือกรสชาดเเละความชื่นชอบตามรสนิยมของลูกค้าในเเต่ละรายอีกด้วย ทำให้อาหารที่นำมาเสิร์ฟให้กับลูกค้านั้นมีความหลากหลายเเละไม่ซ้ำซากจำเจเเต่อย่างใด เเละทุกเมนูนั้นจะได้รับการปรุงอย่างพิถีพิถันดุจดั่งผลงานศิลปะชั้นยอดอีกด้วย โดยภายในร้านนั้นก็ถือว่ามีการตกเเต่งที่มีความหรูราเเละน่านั่งเป็นอย่างยิ่ง

 

ทางด้านราคาอาหารของ ร้าน Quintessence นั้นหากเป็นอาหารกลางวันจะอยู่ที่เรา 9,500 เยนต่อคน จะมีทั้งหมด 7 เมนูรวมขนมหวานด้วย ส่วนทางด้านของอาหารเย็นนั้นจะอยู่ที่เรท 20,000 เยนต่อคน โดยจะมี 13 เมนูรวมขนมหวาน เเละมีค่า Service charge 10% โดยต้องจองโต๊ะล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ที่เบอร์ 03-6277-0090 โดยร้านจะเปิดให้บริการทุกวันเป็น 2 ช่วงเวลาคือในช่วงกลางวันตั้งเเต่เวลา 12.00 น. จนถึงเวลา 15.00 น. เเละช่วงอาหารเย็นในเวลา 18.30 น. ถึง 23.00 น. โดยปิดบริการทุกวันอาทิตย์ เเละช่วงปีใหม่ ปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม โดยร้านตั้งอยู่ในย่านชินาคาวะ บริเวณชั้น 1 ของชินาคาวะ โกเทนยาม่า ใน การ์เดน ซิตี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.quintessence.jp/

 

ร้าน Joel Robuchon เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสอีกเเห่งในโตเกียวที่ตั้งอยู่ทีบริเวณชั้น 2 ของ Yebisu Garden Place โดยเป็นอีกร้านที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่ง เเละมีการเน้นที่วัตถุดิบที่นำเข้ามาจากประเทศฝรั่งเศสทั้งหมด ส่วนการปรุงนั้นก็เป็นการปรุงโดยเชฟฝรั่งเศสขนานเเท้ โดยให้ความสำคัญกับรสชาดเเละรูปลักษณ์ของอาหารที่มีความสวยงามเเละน่ารับประทานเป็นอย่างยิ่ง โดยมีเมนูมากมายที่เป็นเมนูขึ้นชื่อของที่นี่ไม่ว่าจะเป็น millefeuille-style tomato and horsehair crab หรือจะเป็น cream of cauliflower with Osetra caviar and crustacean gel?e โดยบรรยากาศภายในร้านนั้นมีการตกเเต่งที่หรูหราเป็นอย่างยิ่งด้วยสีดำที่เรียบหรูสไตล์ฝรั่งเศส ให้ความรู้สึกเหมือนกับหลุดเข้าไปอยู่ในปราสาทเลยก็ว่าได้ อีกทั้งการบริการนั้นก็ถือว่าดีเลิศเป็นอย่างยิ่ง เเถมบรรยากาศก็สุดเเสนจะโรเเมนติกเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย
โดยที่เรทราคาอาหารของที่ร้าน Joel Robuchon นั้นอาหารกลางวันจะอยู่ที่เรท 10,000 เยน ถึง 42,000 เยน ต่อเซ็ต ส่วนอาหารเย็นนั้นจะอยู่ที่ 24,000 ถึง 42,000เยน ต่อเซ็ต โดยมีค่า Service charge 12 % เเละหากใช้บริการของ Private room ก็เพิ่มอีก 15% โดยที่ร้านเปิดบริการทุกวันใน 2 ช่วงเวลาคือ 11.30 น. ถึง 14.00 น. ในช่วงเวลาอาหารกลางวัน ส่วนวันเสาร์เเละอาทิตย์จะเปิดในเวลา 12.00 น. จนถึงเวลา 14.00 น. ส่วนช่วงอาหารเย็นนั้นจะเปิดให้บริการในเวลา 18.00 น. จนถึงเวลา 21.00 น. สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.robuchon.jp/joelrobuchon

 

ร้าน ไซโตะ (Saito) นั้นเป็นร้านซูชิระดับพรีเมี่ยม ในเเถบย่านรปปงงิ ดูเเลโดยเชฟ ทาคาชิ ไซโตะ ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในวงการซูชิของญี่ปุ่น เพราะในการปรุงซูชิเเตะละอันนั้นเขาจะใส่ใจในรายละเอียดทั้งหมดตั้งเเต่วัตถุดิบต่างๆ ทั้งในส่วนของข้างที่นำมาใช้ปั้น เเละเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่คัดเลือกมาเป็นอย่างดี เเม้เเต่เครื่องปรุงอย่างน้ำส้มสายชูแดงก็ได้รับการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งในส่วนของอุณหภูมิระหว่างปั้นก็มีการควบคุมเอาไว้อีกด้วย เรียกว่าใส่ใจในทุกๆ รายละเอียดเลยทีเดียว เเละเมนูเด็ดที่สุดของร้านนี้ก็คือ ซูชิหน้าเนื้อปลามากุโร่ โดยภายในร้านนั้นก็มีการตกเเต่งในเเบบญี่ปุ่นที่มีความสวยงามเเละสื่อถึงความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว

 

สำหรับราคาอาหารของร้าน ไซโตะ นั้นในส่วนของอาหารกลางวันจะอยู่ที่เรท 5,400 เยนถึง 16,200 เยน ต่อเซ็ต ทางด้านของอาหารเย็นนั้นจะอยู่ที่เรท 21,600 เยน ต่อเซ็ต โดยมีค่า Service charge อีก 10 % เเละร้านนี้เปิดให้บริการทุกวัน โดยเปิดใน 2 ช่วงเวลาคือ ช่วงอาหารกลางวัน ตั้งแต่เวลา 12.00 น. จนถึงเวลา 14.00 น. ส่วนในช่วงอาหารเย็น ตั้งแต่เวลา 17.00 น. จนถึงเวลา 22.00 น. โดยปิดบริการในช่วงกลางเดือนสิงหาคม เเละช่วงปีใหม่ประมาณปลายเดือนธันวาคม ถึงต้นเดือนมกราคม โดยสามารถใช้บริการของรถไฟเจอาร์ มาลงที่สถานีรถไฟรปปงงิ เเล้วเดินต่อมาอีกไม่นานก็จะพบกับ Ark Hills South Tower โดยร้านจะตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ของอาคารเเห่งนี้

 

ร้าน ยามาดายะ (Yamadaya) เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นประเภทร้านอาหารฟุกุ ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของอาหารที่ทำมาจากปลาปักเป้า ซึ่งเป็นปลาที่มีอันตรายเเละหารับประทานยากที่สุดในญี่ปุ่น เพราะว่าเชฟที่สามารถจะทำการปรุงอาหารที่ใช้วัตถุจากปลาปักเป้านั้นจะต้องมีการฝึกเเละผ่านการทดสอบเพื่อให้ได้รับประกาศนียบัตรในการปรุงอาหารที่ทำมาจากปลาปักเป้า เพราะหากไม่ผ่านการทดสอบเเล้วจะไม่สามารถปรุงอาหารได้ เเละหากปรุงก็ถือว่าผิดกฎหมายญี่ปุ่นอีกด้วย โดยเมนูอาหารที่ได้รับความนิยมเเละสนใจจากบรรดาลูกค้าก็มีมากมายทั้ง ซาซิมิกับซอสพอนซึ ที่เป็นสูตรเฉพาะของร้านเเห่งนี้ โดยซอสนั้นทำมาจากถั่วเหลืองเเละคาโบซุซึ่งเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของโออิตะ ส่วนเมนู หม้อไฟปลาปักเป้า ก็เป็นการลวกเนื้อปลาในอุณหภูมิที่มีความเหมาะสมเเละได้รสชาดที่อร่อยเป็นอย่างยิ่ง ส่วนเมนูพิเศษอย่างปลาซีกเดียวสายพันธุ์ Shiroshita และปลาหิน สายพันธุ์ kaiseki นั้นจะมีในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม

 

ทางด้านราคาอาหารของร้าน ยามาดายะ นั้นอาหารเเบบเซตจะอยู่ที่เรท 24,840 เยน ถึง 35,640 เยน ส่วนเเบบ a la carte จะอยู่ที่เรท 18,000 ถึง 28,000 เยน โดยมีค่า Service charge 10 % เเละร้านเปิดบริการทุกวันในเวลา 18.00 น. จนถึงเวลา 24.00 น. ปิดทุกวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ พร้อมทั้งในช่วงกลางเดือนสิงหาคม เเละช่วงปีใหม่ในปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม
ร้าน ซุกิยาบาชิ จิโร่ ฮอนเทน (Sukiyabashi Jiro Honten) เป็นร้านซูชิสไตล์เอโดะที่มีสไตล์เป็นของตัวเองเเละปรุงรสด้วยเชฟซูชิระดับตำนานของญี่ปุ่นอย่างเชฟ จิโร่ โอโนะ ซึ่งชื่อเสียงของเขานั้นมีความโด่งดังขนาดที่ว่าถูกนำไปสร้างเป็นสารคดีที่มีชื่อเสียงเรื่อง Jiro Dream of sushi โดยวัตถุดิบนั้นจะเน้นการคัดสรรวัตถุดิบในประเทศญี่ปุ่นตามเเต่ละฤดูกาล เเละเมนูจะเปลี่ยนไปทุกวัน โดยการปั้นนั้นก็จะมีการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยเป็นอย่างยิ่ง อย่างขนาดของซูชิก็จะมีการเเตกต่างกันไปตามลักษณะของลูกค้าอีกด้วย โดยซูชิที่เสิร์ฟนั้นจะขึ้นอยู่กับเชฟที่จะปั้นออกมาตามลำดับจำนวน 20 ชิ้น โดยเนื้อข้าวที่ได้รับการปรุงมาเป็นอย่างดี เนื้อปลาสดที่นุ่มอร่อย เเละเมนูเด็ดน่าจะอยู่ที่ โอโทโร่ ที่เป็นเนื้อปลาทูน่าที่มีความอร่อยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งร้านเเห่งนี้ได้ชื่อว่าต้องจองคิวกันเป็นเดือนเลยทีเดียว เเละต้องจองป่านคนญี่ปุ่นหรือโรงเเรมที่เป็นพาร์เนอร์กับทางร้านเท่านั้นอีกด้วย ส่วนการตกเเต่งร้านนั้นถือว่าเป็นเเบบธรรมดาไม่ได้เน้นความหรูหราเเต่กลับมีมนต์เสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง
โดยที่เรทราคาของเมนูที่ร้าน ซุกิยาบาชิ จิโร่ ฮอนเทน นั้นจะมีเรทเดียวที่ 32,400 เยน ต่อเซต โดยใน 1 เซนจะมี ซูชิ 20 ชิ้น โดยมีค่า Service charge 10 % เเละร้านเปิดให้บริการทุกวันใน 2 ช่วงเวลาคือ ช่วงอาหารกลางวัน ตั้งแต่เวลา 11.30 น. จนถึงเวลา 14.00 น. เเละช่วงอาหารเย็น ตั้งเเต่เวลา 17.30 น. จนถึงเวลา 20.30 น. โดยปิดทุกวันอาทิตย์ ช่วงเย็นวันเสาร์ และวันหยุดราชการ พร้อมกับในช่วงกลางเดือนสิงหาคม เเละช่วงปีใหม่ โดยสามารถใช้บริการของรถไฟเจอาร์ หรือรถไฟใต้ดินสาย Ginza Line โดยให้มาลงที่สถานีรถไฟกินซ่า เเล้วเดินต่อมาอีกไม่นานก็จะมาถึงอาคาร Tsukamoto Sozan โดยร้านจะอยู่ที่ชั้น B1F ของอาคารเเห่งนี้ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sushi-jiro.jp

 

ร้าน มากิมูระ (Makimura) นั้นเป็นอีกหนึ่งร้านอาหารญี่ปุ่นในโตเกียวที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่ง โดยอยู่ภายใต้การดูเเลของเชฟ อากิโอะ มากิมูระที่เน้นในการคัดเลือกวัตถุดิบสดๆ เเละมีคุณภาพจากทั่วทั้งญี่ปุ่นมาปรุงเป็นเมนูสุดล้ำเลิศเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับการใช้กรรมวิถีในเเบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นในการปรุงอาหาร ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวกับการจัดจัดให้สวยงามเเบบสมัยใหม่ เกิดเป็นเมนูอาหารที่มีรสชาดเเบบดั้งเดิมภายใต้รูปลักษณ์ใหม่ที่มีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง โดยเมนูอาหารของร้านนี้มักจะเป็นการจับคู่กันของส่วนผสมหลัก 2 ชรนิดด้วยกัน อย่างเมนูยอดนิยม Daichatsuke ที่จะถูกเสิร์ฟด้วยการให้ลองลิ้มรสชาดของเนื้อปลาดิบพร้อมกับวาซาบิสด ที่มีซอสงาเเละข้าว จากนั้นก็จะเติมชาร้อนลงไปกลายเป็นซุปที่เเสนอร่อยอีกด้วย เเละก็มีของหวานตามฤดูปิดท้าย นับว่าเป็นอีกหนึ่งในร้านอาหารที่เลิศรสเป็นอย่างยิ่ง
เรทราคาของอาหารใน ร้าน มากิมูระ นั้นจะอยู่ที่ 16,200 เยน ถึง 19,440 เยน ต่อเซ็ต โดยมีค่า Service charge 10 % เเละร้านจะเปิดให้บริการทุกวันตั้งเเต่เวลา 18.00 น. จนถึงเวลา 22.00 น. โดยปิดบริการทุกวันวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ พร้อมกับช่วงกลางเดือนสิงหาคมเเละปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม

 

ร้าน ยูคิมูระ (Yukimura) นั้นเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นอีกเเห่งที่ตั้งอยู่ในโตเกียว เเละมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก โดยเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นในสไตล์เกียวโต ที่ขึ้นชื่อเป็นอย่างยิ่ง โดยอยู่ภายใต้การดูเเลของเชฟ ยูคิมูระ จุน ที่มีประสบการณ์ในการปรุงอาหารญี่ปุ่นไสตล์เกียวโตมามากกว่า 25 ปีเเล้ว ก็ทำให้ชื่อเสียงของร้านเเห่งนี้เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างมาก โดยเขาเน้นที่ความคิดสร้างสรรค์เมนูต่างๆ ออกมาอย่างน่ารับประทาน เเละเลือกสรรวัตถุดิบชั้นเยี่ยมตามฤดูกาลที่อยู่ในญี่ปุ่น โดยใช้ขั้นตอนเเละกรรมวิถีในการปรุงอาหารเเบบดั้งเดิม เพื่อรักษารสชาดเเละสีสันของอาหารให้ออกมาเหมือนกับดั้งเดิมมากที่สุด โดยเมนูต่างๆ ของร้านนี้จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลที่เปลี่ยนไปอย่าง ชาบู ชาบู ใส่พริกไทยญี่ปุ่น ที่เป็นเมนูขึ้นชื่ออย่างมากของร้านนี้ในช่วงของฤดูใบไม้ผลิ หรือจะเป็น ปลาอายุย่างเกลือธรรมชาติ ที่จะปรุงขึ้นในช่วงของฤดูร้อนเเละเป็นอีกเมนูที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ส่วนทางด้านของเมนู เห็ดมัทซึตาเกะห่อปลาฮาโมะ ซึ่งเป็นปลาสายพันธุ์ปลาไหล ที่มีราคาเเพงอย่างมากในญี่ปุ่น ก็จะเป็นเมนูหลักในช่วงของฤดูใบไม้ร่วง เเละเป็นอีกหนึ่งในเมนุที่สร้างชื่อให้กับร้านเเห่งนี้เลยทีเดียว เเละในฤดูหนาวก็ต้องไม่พ้นเมนูล้ำเลิศอย่าง ปูหิมะ ที่มีมากมายหลายเมนูให้ลูกค้าได้ลองลิ้มชิมรสชาดกัน โดยร้านเเห่งนี้มีขนาดเล็ก เเละมีการตกเเต่งด้วยสไตล์เเบบเกียวโตขนานเเท้ รับรองว่าบรรยากาศชวนให้นั่งรับประทานอาหารเป็นอย่างยิ่ง
โดยทางด้านราคาอาหารของร้าน ยูคิมูระ นั้นจะอยู่ที่เรท 27,000 เยน ถึง 37,800 เยน ในเเบบเซต โดยจะมีค่า Service charge ที่ 10 % โดยร้านจะเปิดให้บริการทุกวันในช่วงเย็นเวลาประมาณ 17.30 นง จนถึงเวลา 23.00 น. โดยจะปิดในช่วงกลางเดือนสิงหาคม เเละเทศกาลปีใหม่ประมาณปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม โดยร้านเเห่งนี้ตั้งอยู่ที่ชั้น 3 ของอาคาร Yuken Azabu.10 Bldg ในย่านมินาโตะ สามารถใช้เส้นทางของรถไฟเเละรถไฟใต้ดินเดินทางมาได้หลายเส้นทาง

 

ร้าน โยชิตาเกะ (Yoshitake) เป็นร้านซูชิอีกร้านที่มีสไตล์เเบบเอโดะ โดยเชฟที่มีประสบการณ์สูงเป็นอย่างมากอย่าง โยชิตาเกะ โดยร้านเเห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านกินซ่า ถือว่าเป็นร้านซูชิที่ได้รับความนิยมจากบรรดาไฮโซญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง โดยเป็นร้านที่จะเลือกสรรวัตถุดิบสดใหม่ทุกวันจากท่าเรือโดยตัวของเชฟเอง โดยการเสิร์ฟเมนูต่างๆ นั้นจะเป็นในเเบบ โอมาคาสึ ที่ตัวเชฟจะนำเสนอเมนูต่างๆ พร้อมอธิบายถึงวัตถุดิบที่ใช้ที่ดีที่สุดของเเต่ละฤดูกาล ทำให้เป็นการลองลิ้มรสชาดของซูชิที่จะได้ลุ้นไปในทุกจานถึงความอร่อย เเละเป็นเมนูที่ได้รับการคิดเเละจัดเรียงลำดับในการเสิร์ฟมาเป็นอย่างดีเเล้วอีกด้วย ทำให้กลายเป็นมื้ออาหารที่มีความน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง โดยวัตถุดิบส่วนใหญ่เเล้วจะเป็นวัตถุดิบที่ได้มาตามเเต่ละฤดูกาลที่มีความเเตกต่างกันออกปอย่างในส่วนของฤดูร้อนนั้นก็จะเป็น ไข่หอยเม่นสดๆ ที่มีรสชาดหวานน่ารับประทานเป็นอย่างยิ่ง ส่วนทางด้านของฤดูหนาวก็จะเป็น ปลามังค์ฟิชจากทะเลน้ำลึก ซึ่งมีหน้าตาที่ไม่ค่อยจะน่ารักซักเท่าไหร่เเละรสชาดนั้นอร่อยเป็นอย่างยิ่ง เเละเป็นของที่หาได้ยากอีกด้วย โดยภายในร้านนั้นจะมีบรรยากาศที่มีความผ่อนคลายเเละน่ามานั่งเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับราคาอาหารของร้าน โยชิตาเกะ นั้นจะเป็นเเบบเซ็ตที่มีราคา 28,000 เยน โดยมีค่า Service charge อยู่ที่ 10% โดยร้านเเห่งนี้เปิดให้บริการทุกวันในเวลาเย็นโดยเเบ่งออกเป็น 2 รอบด้วยกันคือรอบเเรกในเวลาตั้งเเต่ 18.00 น. จนถึงเวลา 20.00 น. ส่วนรอบที่ 2 นั้นจะเป็นในเวลา 20.30 น. จนถึงเวลา 22.30 น. โดยปิดทุกวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ สามารถจองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่เบอร์ 03-6253-7331 โดยร้านจะตั้งอยู่ที่ชั้น 3 ของอาคาร Suzuryu Bldg ในย่านกินซ่า สามารถใช้บริการของรถไฟเเละรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานีกินซ่า เเล้วเดินต่อมาไม่ไกลนักก็จะถึงเเล้ว โดยสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sushi-yoshitake.com

 

ร้าน เรียวกิน (Ryugin) นั้นเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นเเนวฟิวชั่นขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในย่านรปปงงิ ของโตเกียว โดยเป็นอาหารญี่ปุ่นที่ดูเเลโดยเชฟ เซอิจิ โยมาโมโต ซึ่งให้ความสำคัญอย่างมากกับการเลือกสรรวัตถุดิบตามฤดูกาล โดยนำมามีผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยมาสร้างสรรค์เป็นเมนูที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยมีการจัดวางจานที่มีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ส่วนการปรุงรสนั้นก็ไม่มีหารปรุงเเต่งใดๆ โดยในเเต่ละวันนั้นจะมีเมนูพิเศษที่เเตกต่างกันไปโดยปรุงขึ้นมาโดยเชฟ เซอิจิ โยมาโมโต ให้ได้ลองลิ้มชิมรสชาดกันนั่นเอง เเละด้วยขนาดของร้านที่มีขนาดเล็กเเต่มีบรรยากาศที่อบอุ่นเเละให้ความรู้สึกเเบบญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง จนกลายเป็นอีกร้านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง

ทางด้านราคาอาหารของร้าน เรียวกิน นั้นมีเรทที่ 27,000 เยนต่อเซ็ต โดยมีค่า Service charge อยู่ที่ 10% เเละหากใช้ Private room ก็ต้องเสียค่าบริการเพิ่มอีก 15% โดยร้านอาหารเเห่งนี้เปิดบริการทุกวันในเวลา 18.00 น. จนถึง 1.00 น. ของอีกวันหนึ่ง โดยปิดรับออเดอร์ในเวลา 21.30 น. เเละปิดบริการในวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ โดยสามารถใช้บริการของรถไฟสาย Tokyo Metro Hibiya Line โดยมาลงที่สถานีรถไฟ Roppongi Station โดยให้ออกที่ทางออกที่ 2 เเละเดินต่ออีกประมาณ 2 นาทีก็จะถึงเเล้ว โดยร้านจะตั้งอยู่หน้า Meiji-Ya เเต่หากใช้บริการของรถไฟ Tokyo Metro Oedo Line ก็ให้มาลงที่สถานีรถไฟ Roppongi Station เเล้วออกทางออกที่ 7 เดินต่ออีกเพียงเเค่ 5 นาทีก็จะถึงเเล้ว นอกจากนี้เเล้วยังสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nihonryori-ryugin.com/en